2010/Apr/20

อย่างที่บอก คนนี้เด็ดสุด

Jakuri/Jacqli (Mir)

Type: Pureblooded Beta-type
Hymn Code: MIR_TEIWAZ_ARTONELICO (คุ้นๆ ม๊ะ? เหอะๆๆ)
Install Point: ใต้สะดือ
 รูปร่าง Install Point ของเธอ
Hymmnos Singer: Noriko Mitose

 

จาคุรี่ หรือ มีร์... สาวลึกลับผู้มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องอย่างมาก... ก็อย่างที่เฉลยไปแล้ว Jakuri ก็คือ Mir เรวาเทลล์ Pureblooded Beta-Type ที่เก่งที่สุด ผู้ที่เป็นถึงบอสใหญ่สุดท้ายในภาคแรก หลังจากเหตุการณ์ภาคแรกจบไป Mir ก็ตัดสินใจเดินทางมายัง Metafalss เพื่อค้นหาวิธีช่วยโลก ซึ่งก็คือการค้นหา Heart of Gaea ซึ่งดีที่สุดคือ Heart of Gaea ของ Metafalica ดินแดนสีเขียวในตำนานของดินแดน Metafalss ที่เธอชื่นชม ตลอดเวลาที่เธอถูกกักขังอยู่ใน Crescent Chronicle เธอก็แก้เหงาให้ตัวเองได้แค่การหาข้อมูลเอกสารที่ถูกบันทึกไว้ในหอคอยอ่าน ซึ่งเรื่องราวของ Metafalica เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เธอชื่นชมและเฝ้าฝันถึงมาก จนกระทั่งเธอค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับการทดลอทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถสร้าง Metafalica ขึ้นมาได้จริงๆ เธอก็ได้แต่เฝ้าฝันถึงมัน จนกระทั่งวันที่เธอถูกปลดปล่อยจาก Crescent Chronicle เธอก็ต้องการที่จะสร้างมันให้เป็นจริงให้ได้ และจึงรีบเดินทางมายัง Metafalss พร้อมกับ Spica สาวแสนฉลาดเจ้าเล่ห์ที่มีความฝันอยากจะเป็นเจ้าแม่แห่งโลกใต้ดิน โดยการทำหน้าที่ขายข่าวสารใต้ดินอย่างลับๆ เธอนับว่าเป็นมนุษย์คนเดียวที่ Mir ยอมรับเป็นเพื่อน ทั้ง 2 คนนั้นสนิทกันมาก ชุดที่ Mir ใส่ในภาค 2 นี้ก็เป็นชุดที่ Spica ทำให้ เพราะ Mir เป็นคนชอบเดินตัวปลิว เปลือยเปล่า เธอไม่อับอายที่จะต้องโชว์เรือนร่าง(ที่ถึงแม้จะแบน)ให้ผู้อื่นได้เห็น แต่เธอก็ใส่ชุดนี้เพื่อ Spica (ซึ่ง Croix ก็บ่นว่า ทำไมถึงไม่คิดที่จะใส่เสื้อผ้าเพราะมันเป็นวัฒนธรรมสากลของมนุษย์) Mir หรือ Jakuri คนนี้มักจะมีความชอบแปลกๆ และก็มีแนวคิดที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนใคร แถมยังเฉลียวฉลาด เก่งกาจ เป็นพวกทั้ง ซึนเดเระ คูลเดเระ และอีกมากมาย แถมบทสนทนาของเธอกับ Spica ในร้านขายยาของเธอ ก็ฮามาก เพราะเซอร์วิสแฟนๆ ภาคเก่าเต็มๆ เนื่องจากทั้ง Jakuri และ Spica เป็นตัวละครจากภาคเก่า มันก็ต้องมีการกล่าวพาดพิงเรื่อยๆ อยู่แล้ว แม้แต่ของที่ Jakuri ทำทุกอย่างจากร้าน ยังสร้างความประทับใจทั้งฮาทั้งเซอร์วิสได้อีก จึงเป็นเหตุให้เธอได้ใจหลายๆ คนไป

Mir เริ่มแรก เกิดมาจากการใช้เทคโนโลยีแห่งเสียงที่ Shurelia เป็นคนสอนแก่มนุษย์ สัตว์ประหลาดออกอาละวาดมากมายหลังภัยพิบัติ Grathnode Inferia ทำให้มนุษย์ไม่ปลอดภัย Shurelia ได้สอนวิธีการสร้าง Pureblooded Beta-type Reyvateil ให้แก่มนุษย์ นั่นอาจเป็นบาปที่ Shurelia ไม่สามารถแก้ไขได้ และมันก็ทำให้ Mir ถือกำเนิดขึ้นในฐานะของ Pureblooded Beta-type ที่แข็งแกร่งที่สุด ผู้ที่ไร้อารมณ์ใดๆ เธอเกิดมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ "ระบบ" เท่านั้น Pureblooded Beta-type เกิดขึ้นมาจากการนำยีนของ Origin มาเป็นพื้น ซึ่งด้วยความแปรผันของคลื่น ไม่ว่าจะเกิดมากี่คน พวกเธอก็จะแตกต่างกันหมด ด้วยความที่ Pureblooded Beta-type ถูกสร้างขึ้นในยุดที่2 ที่เทคโนโลยีก้าวข้ามยุคแรก ยุคที่พวก Origin ไปมาก ความสามารถในการเชื่อมต่อเขาถึง Ar Tonelico ของเธอสูงกว่ามาก กล่าวคือ ถ้าหากนำ Shurelia และ Mir มาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แล้วให้แข่งกันดูว่าใครจะเชื่อมระบบเข้ากับหอคอยได้ก่อนกัน Mir จะเป็นฝ่ายชนะอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ Mir จึงนำ Shurelia อยู่เสมอเมื่อครั้งสงครามระหว่างทั้งคู่ นอกจากนี้ Origin ถูกสร้างมาเพื่อเป็น Administrator ให้แก่หอคอย ผิดกับ Pureblooded Beta-type ที่ถูกสร้างมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะ เรียกว่าถ้าหากสู้กันตัวต่อตัวก็ทำ Shurelia กระอั่กได้เหมือนกัน จริงๆ แต่เดิมเธอมี Hymn Code ว่า MIR_FEHU_EOLIA_ARTONELICO แต่เธอแฮ็คเข้าหอคอยแล้วเปลื่ยนใหม่ เพราะเธอไม่อยากอยู่ใต้ Shurelia เลยเป็น MIR_TEIWAZ_ARTONELICO อย่างที่เห้นในปัจจุบัน

ด้วยการที่ Mir เป็นเรวาเทลล์ที่เก่งกาจที่สุดในสมัยนั้น มนุษย์ก็อยากที่จะครอบครองเรวาเทลล์แบบนั้นบ้าง จึงได้โละของเก่าทิ้ง และสร้าง Pureblooded Beta ที่ไร้อารมณ์ใดๆ ทำให้พวกเรวาเทลล์รุ่นเก่าๆ โกรธมาก จึงได้เกิดสงคราม Human-Reyvateil War ขึ้น พวกมนุษย์ก็นำ Mir ไปยุติสงครามนี้ ซึ่งต่อมาทำให้พวกมนุษย์ชื่นชมเธอมาก แต่ก็แค่ในฐานะของ "ระบบ/เครื่องมือ" เท่านั้น พวกเขาปลด Shurelia ออกจากการควบคุม Silver Horn และนำ Mir มาควบคุมแทน ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นการกระทำอันผิดมหันต์ของมนุษย์ Mir ผู้ที่เริ่มพัฒนาอารมณ์ขึ้นมาเป็นของตัวเองได้ ทั้งๆ ที่เธอถูกสร้างขึ้นมาให้ไร้อารมณ์ก็ตาม Mir จึงพัฒนามันให้กลายไปเป็นความโกรธเกลียดเคียดแค้นมนุษย์ เธอก็ได้ก่อกบฏขึ้น จาก Silver Horn เธอล็อคอินเข้าระบบของ Ar Tonelico และได้พังทวีป Wing of Horus ฝั่งขวาลง ทำให้ผู้คนมากมายร่วงหล่นลงไปตาม ตกลงไปใน Sea of Death ที่เมื่อร่างกายสัมผัส มันจะระเหิดสลายไปในทันที นี่เป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดที่เธอเคยทำ สุดท้าย Shurelia ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอ Tastiella กักขัง Mir ไว้ได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อ Mir ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เธอก็เปลื่ยนจิตใจของตนเองให้กลายไปเป็น Virus นามว่า Shadow ที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปมาอยู่ในระบบเครือข่าย Binary Field ของ Ar Tonelico วิธีหยุดยั้งวิธีเดียวคือ Tastiella เปลื่ยนตัวเองให้กลายเป็น Crescent Chronicle ที่จะตัดระบบเชื่อมต่อระหว่าง Mir กับ Shadow ให้ Mir หลับใหลไป ซึ่งจะทำงานได้ด้วยเพลง Chronicle Key ที่ร้องได้โดย Hoshiyomi ตระกูล Lune เท่านั้น Mir เข้าสู่การหลับใหลนานถึง 350 ปี และในระหว่างนั้น เธอก็ได้ศึกษาเอกสารต่างๆ มากมาย และด้วยความเบื่อหน่าย เธอก็แต่งเรื่องราว แต่งนิยายเก็บไว้ใน Binary Field มากมาย ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ภาคแรก เธอก็หยุดทำลายมนุษย์ และเป็นอิสระอีกครั้ง ซึ่งก็ต้องขอบคุณ Misha ที่ได้ร้องเพลง Harmonius เพื่อเตือนใจเธออีกครั้ง Harmonius เป็นเพลงเพลงแรกที่ Mir แต่งขึ้นมาได้ แต่เพราะว่ามนุษย์เห็นว่ามันไร้ประโยชน์ เพลงนี้จึงถูกปฏิเสธ Harmonius เป็นเพลงแห่งความบริสุทธิ์ที่ Mir แต่งขึ้นเพื่อมวลมนุษย์ เพราะผลของมันจะทำให้ผู้ที่ได้ยินจิตใจสงบลงได้ และหลังจากที่เธอได้รับอิสระ จิตใจของเธอก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอทำลาย Wing of Horus ไปครึ่งนึง และเป็นการไถ่โทษ เธอจึงออกจาก Sol Ciel ไปโดยไม่บอกใคร เพื่อไปตามหาทฏษฎีการสร้างโลกใหม่ Metafalica ที่ดินแดน Metafalss เธอต้องการที่จะสร้าง Sol Ciel ให้สมบูรณ์ดังเดิม และเธอก็ต้องการที่จะสร้างโลกใหม่ คืนชีวิตให้แก่โลกหลังจากวิกฤติ Grathnode Inferia ที่ทำให้ Heart of Gaea ของโลก Ar Ciel นี้แหลกสลายไป ส่งผลให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้ง ตายไป Mir จึงต้องหา Heart of Gaea ที่ใหญ่พอที่จะสร้างโลกใหม่ได้ แต่เมื่อเธอมาถึง Metafalss ดินแดนที่เธอชื่นชมในสมัยก่อน เธอก็กลับผิดหวังเล็กน้อย เพราะตำนานแห่ง Metafalica ก็กระจัดกระจายไปทั่ว ทำให้เธอต้องศึกษาและรวบรวมมันอีกครั้ง

Mir เป็นคนที่ฉลาด เพราะเธอชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะเอกสารโบราณ แถมพออ่านแล้ว เธอยังแต่งนิยายไว้มากมายอีกด้วย ซึ่ง Spica ก็พยายามขู่เข็ญที่จะเอานิยายเหล่านั้นไปตีพิมพ์ซะหลายรอบ จนเธอทำจริงๆ ซึ่งต่อมามันก็กลายมาเป็นหนงสือ Best Seller ของ Metafalss ด้วยแหล่ะ และด้วยความรักการอ่านของเธอ ทำให้เธอมาตั้งรกรากอยู่ที่ Cat Mansion ที่ที่รวบรวมเอาหนังสือเอกสารเก่าๆ ไว้มากมาย ตอนที่เธอรู้ว่า Cat Mansion ต้องถูกปล่อยทิ้งลง Sea of Death เธอก็วิ่งแจ้นมาเก็บหนังสือไปด้วยความเสียดาย อึ้งแฟนๆ ที่เห็นเธอทำในสิ่งที่ดูเหมือนกับคนธรรมดาๆ จะทำ (555+ ปกติชีแกไม่ธรรมดา) Jakuri/Mir ยังเป็นคนชอบอาบน้ำอีกด้วย โดยเฉพาะน้ำร้อน แช่น้ำร้อนที่ออนเซ็น... แก่ดีมั้ยล่ะ 555+ เอ้อจริงสินะ แล้วชื่อ Jakuri มีที่มาอย่างไร? ก็มาจาก เมื่อเธอมาถึงที่ Metafalss เธอก็ต้องการหาจุดศูนญืกลางแห่ง Metafalss และก็ได้มาเจอกับ Laude ผู้นำวิจัยของ Grand Bell ใหม่ของ Alfman ซึ่งเธอก็ได้มาทำงานร่วมกับเขา และเขาก็นำหุ่นยนต์ที่ได้รับการโมดิฟายจากหุ่น Divine Army ให้เธอขี่ หุ่นตัวนี้นามว่า Jakuri และนับจากนั้น ทุกคนก็เรียกเธอว่า Jakuri ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนที่พวก Croix เจอเธอตัวจริงครั้งแรก เธอก็แนะนำตัวเองว่า "ฉันคือศูนย์กลางแห่งจาคุรี่" ก็ไม่ได้หมายความว่าชื่อ Jakuri แต่ทุกคนก็เรียกเธอด้วยชื่อนั้น เพราะไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเธอ

Jakuri เป็นคนที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมาก เมื่อ Gaea หรือ Deathlandia ปรากฏบนฟ้าจาก EXEC_METAFALICA/. พวก Croix ที่ขึ้นไปช่วยนางเอกคนใดคนหนึ่งนั้นก็ต้องแข่งกับ Jakuri ที่บินว่อนไปมา และเธอมักจะนำพวกเขาอยู่เสมอๆ แถมเมื่อเจอ Heart of Gaea แล้ว ก็เป็น Jakuri ที่สามารถสื่อสารกับ Heart of Gaea ให้นางเอกปลดปล่อยตัวเอง และ Jakuri ก็นำมันกลับไป ซึ่งก็ลำบากพวก Croix ต้องไปตามเอาจิตวิญญาณของสาวนางเอกคืนมา พอไปถึงบ้าน Jakuri เธอก็ยื่นให้แต่โดยดี โดยอ้างว่า "Heart of Gaea ชิ้นนี้เล็กเกินไป" เพราะว่าหากไร้เกราะป้องกันที่เป็นเปลือกภายนอก Heart of Gaea จะลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว และ Jakuri ก็เข้าปาร์ตี้มาช่วย Croix ตั้งแต่นั้น และเมื่อใดที่พวกเขาติดแหงกหรือต้องการความช่วยเหลือ Jakuri ก็จะช่วยได้ตลอด ที่เธอทำไปเพราะต้องการ "ตอบแทนคุณของมนุษย์" จริงๆ แล้ว Jakuri/Mir เองก็รู้สึกผิดไม่น้อย และความเกลียดชังมนุษย์ของเธอก็ลดดีกรีลงพอสมควรเมื่อเธอเดินทางมาถึง Metafalss เพราะสังคม Metafalss แตกต่างกับที่ Sol Ciel บ้านเกิดของเธอโดยสิ้นเชิง อยู่ที่นี่มนุษย์เคารพนับถือเรวาเทลล์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเรวาเทลล์คือตัวแทนอันศักดิ์สิทธิ์ผุ้ที่สามารถสร้างดินแดน Metafalica ได้ และหนึ่งในนั้น สามารถกลายไปเป็นมิโกะที่ได้ยินเสียงของเทพธิดาได้ด้วย ผิดกับ Sol Ciel โดยสิ้นเชิง ที่ที่เรวาเทลล์มักจะโดนกดขี่จากมนุษย์ ภายในจิตใจของเธอเองก็ยังคงต่อสู้กันอยู่เสมอระหว่าง ความเกลียดชังมนุษย์ กับ ความต้องการอยู่ร่วมกับมนุษย์ ก็ตามสูตรที่คนที่เก่งกาจสไตล์นี้ มักมีจิตใจที่โกลาหลประมาณนั้นเลย... Jakuri จะมีจุดฮาอยู่อย่างคือเวลาเธอใช้มนต์เพลงระหว่างการต่อสู้ จะคล้ายๆ กับ Shurelia คือบางทีมันก็รุนแรงจนเธอหกล้ม ก่อนที่จะลุกมาอย่างเอ๋อๆ และหันซ้านหันขวาเพื่อเช็คดูว่าไม่มีใครเห็นโดยเร็ว (555+) แล้วถ้าพูดถึงมนต์เพลง ในฉากบางทีเวลาพวก Croix มาเจอกับทางตันที่เหมือนว่าน่าจะมีอะไรข้างหลัง แต่มีกำแพงกั้น Jakuri ก็จะใช้มนต์เพลงระเบิดกำแพงแบบไม่แคร์ใครเท่าไหร่ สร้างความรำคาญให้แก่ Croix ว่าถ้าเกิดโดยลูกหลงจะทำยังไง ซึ่ง Jakuri ก็ตบกลับด้วยคำว่า "นายนี่ช่างเป็นคนจู้จี้จุกจิกดีนะ เราจะมัวมาเลือกวิธีการในสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไงเล่า หรือนายไม่มั่นใจในพลังของฉัน? ฉันแข็งแกร่งพอที่จะควบคุมทิศทางไม่ให้โดยพวกนายได้อยู่แล้ว" ก็ไม่มีใครเถียงได้ เพราะจริง 555+

 

มาดูชุดของ Jakuri กันมั่ง
Cosmosphere ของ Jakuri จะประกอบด้วย 2 พาร์ท คือ 1-5 จะเป็นเลเวลที่เหมือนกับ เกม เหมือนสวมบทบาทเล่นๆ เล่นละครกัน ซึ่งก็เพราะเธอไม่อยากแสดงจิตใจของเธอให้มนุษย์เห็น แต่แล้วเมื่อ Croix สามารถ Dive ลงมาได้ลึกเกินกว่าที่เธอจะคงโลกเสมือนไว้ได้ มันก็แตกออกและกลายเป็นจิตใจที่แท้จริงของเธอ ซึ่งเรื่องราวในโลกเสมือนก็สะท้อนจิตใจของ Jakuri/Mir ได้พอสมควร...
เช่นเดียวกับ Shurelia ใน Cosmosphere ของเธอ จะต้อง "สู้" จริงๆ เพื่อให้ได้มนต์เพลงบทใหม่มา โดยใช้เพียงแค่ Cloche กับ Luca สู้ 2 คนเท่านั้น (ไม่มี Vanguard ด้วย)

Long Skirt

ชุดนักเรียนสไตล์ Punk Rock ที่เข้ากั๊นเข้ากันกับ Jakuri ในเลเวลนี้เป็นเลเวลแรกเลย เพราะเปิดมาก็เข้าโลกเสมือนเลย ในโลกเสมือนนี้ Jakuri ให้ทั้ง Croix, Luca และ Cloche Dive เข้ามาพร้อมกันเลย ซึ่งแต่ละคนก็ถูกลบความทรงจำช่วยคราวและได้รับบทบาทและชื่อใหม่ต่างกัน Croix เปลื่ยนไปชื่อ Mawata Kuroaki, Luca เป็น Manabe Luca อย่างที่เราเห็นๆ กันในหลายๆ เลเวลทีเกี่ยวกับโรงเรียน Cloche ก็เป็น Ryoukuya Reish ส่วน Jakuri ก็ใช้ชื่อว่า Togasaki Miu (นามสกุลเดียวกะ Shurelia ในภาคโลกเสมือนเลย ในภาคอังกฤษจะใช้ว่า Miwa ซึ่งเป็นการฟังเพี้ยนของทีมแปล เนื่องจากคันจิที่เขียนชื่อ Miu สามารถอ่านว่า Miwa ได้) ในโลกเสมือนนี้เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว ผสมผสานกับความแฟนตาซี เมื่อโลกนี้ถูกคุกคามด้วยจอมปีศาจ Miros อยู่เนืองๆ แต่ Kuroaki กลับมีพลังวิเศษแห่ง Harmonius เมื่อเขากอด Luca และ Reish ไว้ พลังจะถ่ายทอดไปให้พวกเธอ และทั้ง 2 จะกลายไปเป็น อัศวินผู้พิทักษ์ Pretty Cherry และ Pretty Viole (ใส่ชุดตามชื่อ) แล้วก็จะสู้กับลูกน้องของ Miros ที่ต่อมาจะกลายมาเป็นมนต์เพลงบทใหม่ของ Jakuri เมื่อสู้ชนะ Togasaki Miu เป็นเด็กสาวฉลาดผู้มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ของโรงเรียน โดยมี Reish เป็นอันดับ 2 เธอเป็นคนที่มักจะขาดเรียนบ่อยๆ และเข้าถึงได้ยาก ไม่ค่อยมีใครอยากสุงสิงกับเธอเท่าไหร่ ผิดกับ Luca ที่หลั้นล้าตามคาแรกเตอร์ และมักจะห่วงใยผู้อื่นเสมอ ส่วน Reish ก็อย่างที่รู้ๆ ก็คือนักเรียนดีเด่นประจำโรงเรียน เลเวลแรกเป็นการเจอกันครั้งแรกของ Miros กับพวก Kuroaki และ Miros ก็สงสัยอย่างมากเพราะเธอไม่เคยเจอมนุษย์ที่แปลงร่างได้มาก่อน

Spirit Gunner

ชุดเมดที่แนวโหดที่มาตามเมดคาเฟ่ ปกติเมดจะมีพวกเมดโหดๆ อยู่เพื่อสร้างกระแสให้แก่เมดคนอื่นหรือเพื่อไล่ลูกค้าโรคจิต (55+) ส่วนปืนในมือนั่นปืนปลอมนะจ๊ะ เกมโลกเสมือนนี้ลึกลงไปหลายเลเวล Luca ชื่นชมมาก เพราะ Jakuri เองก็บอกว่าสิ่งที่เธอทำมันก็เหมือนกับ Diver Therapist ขั้นสูง ซึ่ง Third Generatio nอย่าง Luca ไม่สามารถทำได้ ในเลเวลนี้ Miu ไม่ได้เป็นพนักงานเสิร์ฟที่เมดคาเฟ่ แต่เป็นพนักงานทำงานพิเศษที่ร้าน Doll Shop ของเธอ ซึ่ง Kuroaki ก็แอบอึ้งที่เห็น Miu มาทำงานแบบนี้ แต่แล้ว Kuroaki ก็ต้องซื้อตุ๊กตาสักตัวตามน้ำ และก็มาสะดุดที่ตุ๊กตายมทูติ เขาก็เลยซื้อตัวนั้น แล้วยื่นให้ Miu คืนเพื่อเป็นของขวัญ (ฮา) ซึ่งตุ๊กตาตัวนั้นเป็นตุ๊กตาที่ Miu ทำขึ้นมาเอง เป็นตุ๊กตาประหลาดที่จะส่งเสียงหัวเราะอย่างสยองขวัญเป็นเนืองๆ เพื่อหลอกหลอนเจ้าของ แต่แล้ว Miros ก็บุกอีก โดยคราวนี้เธอส่งลูกน้องมาบุกโรงเรียน แต่ก็ไม่คนามือ Cherry&Viola หรอก และแล้วพวกเขาก็พบว่า Alfman Omega เป็นมือขวาของจอมมาร Miros ซึ่ง Alfman Omega ก็กำลังจะสู้กับพวกสาๆ แต่ก็ตาสูตรอัพเลเวล Miros ก็ปรากฏตัวออกมาเพื่อบอกให้ Alfman Omega หยุดเล่นแล้วไปได้แล้วโดยอ้างว่าเวลาไม่พอสำหรับแผนต่อไป แต่ก่อนที่ Miros จะหายตัวไป เสียงหัวเราะหลอนๆ ของตุ๊กตายมทูติก็ส่งเสียงขึ้น ทำให้ Kuroaki เริ่มสงสัยว่า Miros ทำอะไรกับ Miu แต่เธอก็ปฏิเสธว่า ไม่รู้จักเด็กสาวคนที่ว่า แต่ Kuroaki ก็เถียงคืนว่า เขายังไม่ได้บอกเลยว่า Miu เป็นผู้หญิง ทำให้ Kuroaki ยิ่งสงสัยเข้าไปอีก จนเขาเริ่มสงสัยว่า Miros คือ Togasaki Miu แต่แล้ว Miros ก็หนีไปได้ซะก่อน Paradigm Shift ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อผ่านไปสู่เลเวลต่อไป

Emo Girl (Bumpkin Girl)

ชุดพละกางเกงบลูมเมอร์ คล้าย Shurelia แต่สวมสเวตเตอร์ทับ แถมใส่ผ้าโพกหัวอย่างกะจะไปประท้วงกับเสื้อแดง (555+) ในเลเวลนี้เริ่มแสดงถึงความเปราะบางของโลกเสมือน เพราะฉากเริ่มเกิดรอยปริแตกเหมือนกระจก ซึ่งจะเกิดเสียงกระจกแตกกระเด็นทุกครั้งที่ Miu เริ่มแสดงตัวตนที่สอดคล้องกับ Jakuri/Mir ออกมา Miu เริ่มมาโรงเรียนทุกวัน คงจะเป็นเพราะ Kuroaki ขอให้เธอมาเมื่อเลเวลที่แล้ว และทั้ง 2 ก็เริ่มคุยกันได้มากขึ้น แต่ Kuroaki ก็เริ่มคิดว่าที่ Miu ไม่เพิกเฉยใส่เขาอาจจะเป็นเพราะว่าเธอคือ Miros และพลังของเขากำลังขัดขวางแผนการณ์ของเธออยู่ และที่น่าสนใจคือในชั่วโมงวิชาการงาน(การงานที่เรียนแต่บทสนทนาอย่าง ทำอย่างไรให้ดูขยันและมีค่า หรือ ทำอย่างไรให้ดูน่ารักขณะทำความสะอาดบ้าน) คุณครู Marie(Amarie) ถาม Miu ว่า "ควรจะพูดอย่างไรเมื่อยื่นผ้าพันคอที่เธอถักเองให้แก่ผู้ชายคนอื่น" แต่ Miu ตอบว่า "ฉันก็จะไม่ให้อะไรสักอย่างกับเขาหรอก" เพราะเธอไม่อยากที่จะสร้างความผูกพันกับใคร ก่อนเลิกเรียน คุณครู Marie แนะนำวิธีที่จะดูน่ารักในขณะทำความสะอาด ก็คือเปิดตาให้กว้างและเช็คกระจกด้วยความรำคาญพวกรอยสกปรกพวกนั้น จุดสำคัญคือต้องทำให้กระจกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความซีเรียสจะดูน่ารักขึ้น (...อันนี้คือวิชาการงาน?) และแล้วก็เป็นวิชาพละ ซึ่ง Miu ก็เปลื่ยนชุดไปงั้นแหล่ะ แล้วก็โดดเรียนซะงั้น วันนี้ที่โรงเรียนเป็นวันทำความสะอาดใหญ่ Miu ที่ปลีกตัวไปเช็ดกระจกที่ทางเดินก็เช็ดกระจกแบบที่ครูสอนเดี๊ยะ (555+) แล้ว Kuroaki ก็ชวนเธอไปเที่ยว จะชวนไปกินกาแฟ แต่ Miu บอกปัดว่าไม่ชอบของขมๆ แต่แล้วก็ทำตัวซึนเดเระ บอกว่า "ถึงฉันจะไม่ชอบของขมๆ แต่ก็อาจจะชอบของหวาน" Kuroaki จึงชวนไปกินเค้ก ซึ่ง Miu ก็ไม่มีเวลาที่จะปฏิเสธตามสูตรซึนเดเระ เลยต้องรักษาสัญญา ซึ่ง Luca กับ Reish ก็แอบฟังอยู่ และเริ่มซักถาม ซึ่ง Kuroaki ก็ยอมรับว่าชอบ Miu แล้วก็โดน Reish ด่าว่า ลามก (มันลามกยังไง Kuroaki เองก็งง) แต่สุดท้าย Reish ก็แนะนำให้ไปดูหนังโรงใหม่กัน ซึ่ง Luca ก็เห็นด้วยเพราะมีที่นั่งแบบคู่รักด้วย ทำให้ Reish เตือนว่าถ้านั่งตรงนั้นจะโดนไล่ออกนะ (555+ เจ๊นี้ก็ซึนอีกคน) ซึ่งหนังที่ฉายอยู่คือ "คำสัญญาแห่ง pipi" เป็นอนิเมะเรื่องหนึ่งที่มีตัวละครเป็นตัวการ์ตูนน่ารักมากมาย Reish กับ Luca ก็แอบตามไปและดูด้วย แต่แล้วก็คลาดกันเพราะ Reish มัวแต่ร้องไห้ซึ้งกับอนิเมะเรื่องนี้(วิญญาณโลลิค่อนเข้าสิง 555+) แล้วทั้งคู่ก็มาคุยกันต่อที่ร้านเค้ก คุยกันออกรสชาติไปหน่อย ทำให้ Miu ต้องหนีออกไปก่อน แต่แล้วก็เกิดเหตุขึ้น สมุนของ Miros บุกเมือง และเมื่อชนะได้ Alfman Omega ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะปล่อยพลังใส่ Luca และ Reish Miros ปรากฏตัวเพื่อมาปัดพลังได้ทัน แต่ไล่ Alfman กลับไป ฝ่าย Kuroaki เผลอเรียก Miros ว่า Miu โดยไม่ตั้งใจ และเธอก็หนีหายไปอีกครั้ง ก่อความสงสัยใน Luca กับ Reish เถียงกันไปมาระหว่างทางกลับบ้าน

Southern Cross

ชุดว่ายน้ำที่เปิดเผยมากที่สุดชุดนึง ซึ่งแสดงถึงความเป็น Mir ได้ดี เพราะเธอเดิมทีก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าใดๆ มาตั้งนานแล้ว เป็นชุดว่ายน้ำที่ได้รับการขนานนามจาก Reish ว่า "ชุดว่ายน้ำนั่นทำลายศีลธรรมทั้งหลายไป(That swimsuit defies all morals!)" ในเลเวลนี้ Miu กับ Kuroaki เจอกันอีกครั้งในวันถัดมา ทั้ง 2 ทักทายกันและกันอย่างปกติ มือข้างหนึ่งของ Miu มีผ้าพันแผลพันอยู่ แต่ทั้ง 2 ก็พยายามอย่างมากที่จะทำเป็นไม่เห็นมัน ทำให้ Reish กับ Luca กลับมาบ่นอีกครั้ง(จริงๆ คือแค่ Reish) เธอมาห้ามว่า Miu เป็นศัตรูที่ต้องการจะทำลายโลกนี้ จะมีความรักกันไม่ได้ แต่แล้ว Kuroaki ก็สามารถทำให้ Reish ยอมรับได้ เพราะเธอเองก็เหนื่อยใจแทนโดยอ้างว่า "มันมีสุภาษิตบอกไว้ว่า ใครก็ตามที่ขัดขวางความรักของผู้อื่นจะถูกสาปให้เป็นหินโดย Funbun!"(สำนวนนี้มันมีที่ไหนว่ะเจ๊!!) ซึ่ง Kuroaki ก็ชวน Miu ไปเดทอีกครั้งที่ทะเล ทะเลใน Cosmosphere ของเธอเป็นที่เดียวที่มีอยู่จริงบนโลกในโลกแห่งเกมนี้ หากลองมองฉากทะเลไปดีๆ(ไม่คิดจะมองก็เห็น 555+) จะพบหอคอยตั้งเอียงๆ อยู่ นั่นคือ Ar Tonelico หอคอยแรก หอคอยแห่ง Eolia ทั้ง 2 เล่นน้ำด้วยกันอย่างสนุกสนาน (แต่ Luca กับ Reish ก็แอบตามมาดูอยู่ดี แต่เพราะทะเลาะกันเสียงดังเลยโดนจับได้ พวกเธอจึงถอยทัพ 555+) ทั้ง 2 ก็เผยความรู้สึกแก่กัน ซึ่ง Miu ก็เผยว่า เธอสับสนมาก ภายในใจของเธอกำลังขัดแย้งกันเอง เธอรักเขา แต่ก็รู้ว่าไม่สามาถรทำได้เนื่องจากไม่ว่ายังไง พวกเขาก็จะต้องสู้กันไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายนึงจะตาย ซึ่ง Kuroaki ก็บอกว่าเขารู้สึกคล้ายๆ กัน แต่แล้ว Alfman Omega ก็ปรากฏตัว ทำให้การเดทจบลง Miu แปลงร่างไปเป็น Miros และก็หายไป Alfman Omega เผยกับ Kuroaki ว่าเขามีพลังแห่ง Harmonius ที่สามารถเปลื่ยนแปลงโลกนี้ได้ มันคือแสงแห่งความหวัง และก็ปล่อยสมุนออกมาและหายไป ซึ่ง Kuroaki ก็ชนะมาได้ตามเคย และเขาก็ต้องการที่จะช่วย Miu ให้ได้

FunboT

ชุดนี้มีแค่ชิ้นเดียว... เสื้อยืดรูป Funbun เป็นเสื้อที่ Kuroaki ได้มาจากคนข้างห้องขี้ตื้อของเขา Tarooga (รับบทโดย Targana) ซึ่ง Jakuri เคยแกล้ง Croix ด้วยการแกล้งบอกว่า เสื้อตัวนี้หลวมซะจนถ้าดึงเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะไหลลงไปกองกับพื้นได้เลย ซึ่ง Croix ก็ปฏิเสธที่จะทำ Jakuri ก็แกลงอีกด้วยการถลกเสื้อขึ้น ทำให้ Croix ต้องรีบหันหน้าหนี (555+) ในเลเวลนี้ Miu มาโรงเรียนอย่างปกติ ทั้ง Kuroaki Luca Reish และ Miu เริ่มเข้ากันได้ดี ซึ่งก็ทำให้ Kuroaki ดีใจ แต่แล้ว Alfman Omega ก็ปรากฏตัวขึ้นอีก เพื่อพาตัว Miros กลับไปที่ปราสาทของเธอ เพื่อทำลายล้างโลกนี้ ซึ่ง Alfman Omega ก็ได้ท้าให้พวก Kuroaki มาที่ปราสาทในวันถัดไปเพื่อสู้กันให้รู้ดำรู้แดงสักที ในคืนนั้นฝนตกอย่างหนัก Kuroaki ต้องวิ่งฝ่าฝนกลับหอพัก ซึ่ง Tarooga ผู้หวังดี(ขี้ตื้อ 55+) ก็เอาเสื้อยืด Funbun จากในหนังอนิเมะที่ฉายในโรงหนังมาให้ ซึ่ง Kuroaki ก็ยังไม่อยากใส่ก็เลยเอาไปแขวนไว้มุมห้อง เมื่อฝนดูท่าว่าจะซาลง เขาก็ออกไปดูที่หน้าต่าง และพบ Miu ยืนตากฝนอยู่ข้างนอกนั่น เขาจึงพา Miu เข้ามาก่อน และให้เสื้อยืด Funbun ให้เธอเปลื่ยน ซึ่งเธอก็แกล้งจะถลกเสื้อให้ Kuroaki ดูเหมือนกัน (55+) Kuroaki ก็ถามว่าไปยืนตากฝนทำไม เธอก็บอกกับเขาว่า เพราะเธออยากจะเกลียดเขา อยากให้ร่างกายของเธอเย็นยะเยือกไปถึงหัวใจของเธอ ให้ด้านชาไป เพราะยิ่งใจของเธอรักเขามากแค่ไหน มันก็ยิ่งกรีดร้อง ยิ่งเธออยู่กับเขา ใจเธอยิ่งร่ำร้องออกมาให้ เกลียดมนุษย์มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเธอฝันว่าเธอฆ่าเขาด้วยมือของเธอเอง และเมื่อเธอตื่นขึ้น น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม และใจเธอก็แทบจะฉีก เธอไม่อยากฆ่าเขา เธออยากอยู่กับเขา และเธอก็อาวะลาดใส่เขา แสดงความโกรธเกลียดมนุษย์ออกมา ซึ่ง Kuroaki ก็บอกให้เธอสงบสติอารมณ์ไว้ เธอก็ขอโทษเขา พลางบอกว่า "นี่แหล่ะ นี่คือตัวจริงของฉัน ฉันคือ Miros ฉันไม่สามารถเปลื่ยนแปลงชะตาที่ถูกลิขิตให้เมื่อฉํนเกิดมาได้ แม้ฉันจะอยากเป็น Miu แค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้ ยังไงซะนี่จะต้องเป็นคำบอกลาครั้งสุดท้าย" ซึ่ง Kuroaki ก็ตอบกลับว่า มันไม่เป็นไรถ้าหากเธอจะฆ่าเขา เขาไม่มีวันโกรธเธอ ซึ่ง Miu ก็ปฏิเสธว่า เธอจะไม่มีวันให้อภัยเขาเด็ดขาดถ้าเขาให้เธอฆ่าเขา และทั้ง 2 ก็พล็อยหลับไป เช้าวันต่อมา เมื่อ Kuroaki ตื่นมาเขาก็ไม่พบ Miu อีกแล้ว เธอหายไปแล้ว... Kuroaki จะต้องไปสู้ครั้งสุดท้ายที่ปราสาทของ Miros และเขาก็กำจัด Alfman Omega ได้สำเร็จ เขาพยายามเรียก Miu ในตัว Miros จน Miu เรียกให้ Kuroaki มาฆ่าเธอ และเขาก็ทะยานเข้าไป วินาทีนั้น Kuroaki ลดดาบลง และมีดของ Miros ก็ปักเข้าที่ท้องของ Kuroaki อย่างจัง ซึ่ง Kuroaki เองก็จับแขนของ Miros ไว้ไม่ให้เธอปล่อย แม้เธอจะพยายามปล่อยแค่ไหน เพราะเธอเองก็ไม่อยากให้เขาตาย Kuroaki บอกว่าเขาไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังในใบมีดเลย เขาบอกกับ Miros ว่า มีดนั้นไม่ได้ต้องการแทงมาที่เขา มีดนั้นเธอกำลังแทงไปที่บางสิ่งที่ไม่ใช่เขา Miros พยายามปฎิเสธว่าเธอเกลียดมนุษย์ อารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ เธอไม่ต้องการมัน สุดท้าย Miros ถาม Kuroaki ว่าทำไมเขายังคงเชื่อใจเธออยู่ และ Jakuri ก็ Shutdown เกมทันที กล่าวว่าเกมจบแล้ว แม้จะทำให้ Luca กับ Cloche ไม่พอใจ แต่ก็กลับไปสู่โลกแห่งความจริง ความจริงก็เพราะ Jakuri ไม่สามารถคงโลกเสมือนไว้ต่อไปได้ จนเธอจะต้องเผยจิตใจที่แท้จริงของเธอในเลเวลต่อไปแล้ว ถ้าหาก Croix เลือกที่จะไปต่อ ก็จะล็อคลงเอยกับ Jakuri ทันที

Lady Drape

นี่คือจิตใจที่แท้จริงของเธอแล้ว จากตอนแรกที่เธอให้ Cloche กับ Luca เข้ามาด้วย ตอนนี้เธอให้แค่ Croix เข้ามาคนเดียวแล้ว ชุดนี้คือชุดนอนของ Jakuri ในเลเวลนี้ Croix ได้เขามาพบกับโลกอันโกลาหล Cloche และ Luca ต้องการจะจับเขาไปหาท่าน Miros เพื่อแดนในอุดมคติของเรวาเทลล์ Reyvateilia จำเป็นจะต้องทำลายมนุษย์ทุกคนทิ้งซะ และพลังของ Croix เองก็จำเป็นเช่นกัน โชคดีที่ Jakuri มาช่วย Croix ไว้ได้ทัน ในโลกนี้มี Jakuri ด้วยกัน 2 คน คือ Jakuri ที่เกลียดมนุษย์เข้าเส้นในร่างของ Miros และ Jakuri ที่ต้องการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในชุดนอนนี้ เนื้อหาไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่นี่คือในจิตใจที่แท้จริงของ Jakuri ในเลเวลนี้เราจะได้เห็น Jakuri ในชุดขาวแอ๊บแบ๊วด้วย ซึ่งเธอก็ได้ตั้งคำถามว่า "ฉันคือใคร หากฉันไม่สามารถระบุได้ โลกแห่งเขาวงกตนี้ก็จะไม่มีวันได้พบกับทางออก" โลกนี้สร้างขึ้นมาจากการนำความคิด 2 อย่างมาสร้างความสมดุลให้กันและกัน ทำลายมนุษย์ หรือ อยู่ร่วมกับมนุษย์ ในโลกนี้จะมีสถานที่ที่หนึ่งที่ชื่อว่า Silver Horn ซึ่งเป็นที่ที่ Jakuri เคยแต่งเพลงไว้เมื่อในสมัยก่อน ในนี้มันคือที่ที่จะใช้พลัง Harmonius เพื่อทำลายทุกอย่าง จากนั้น Croix ก็โดนพาตัวไปยัง Miros เธอเสนอกับ Croix ว่าถ้าหากเขาช่วยเธอ เธอจะให้คำตอบแก่คำถามที่เขาสงสัย "ทำไมเธอถึงเกลียดมนุษย์ขนาดนั้น" Croix จึงไปสกัดเอาพลัง Harmonius ในตัวของเขาออกมาเป็นคริสตัลและนำมันกลับไปที่ Silver Horn เพื่อไปเจอกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ เขาจะนำ Harmonius ให้ใคร ระหว่าง Jakuri หรือ Miros ซึ่งผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อเลเวลต่อไปด้วย หากช่วย Miros จะเข้าสู่ เลเวล 7-C แต่ถ้าหากช่วย Jakuri จะพบกับ เลเวล 7-P แทน

Miros

นี่แหล่ะคือชุด จอมมาร Miros อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ เลเวล 7 แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 7-C หรือ 7-Crime และ 7-P หรือ 7-Punishment ที่จะเข้าได้จากการเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายนึงในเลเวลที่แล้ว เราลองมาดูแต่ละอันกัน

7-Crime เลเวลที่ Miros ทำลายตัวตนของเธอที่ต้องการอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้สำเร็จ ในเลเวลนี้ Jakuri แสดงให้ Croix เห็นว่า เมื่อครั้งที่เธอยังได้รับการขนานนามว่า Mir มนุษย์ได้กระทำการโหดร้ายแก่เธอเพียงใด เธอไม่ได้ถูกสร้างมาในฐานะ ชีวิตหนึ่งชีวิต แต่ในแค่ฐานะของ ผลิตภัณฑ์ เท่านั้น พวกเขาทำทุกวิธีทางเมื่อพวกเรวาเทลล์เริ่มก่ออารมณ์ขึ้น ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำลายอารมณ์เหล่านั้นออกไป จนเธอแทบจะทนไม่ไหว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก พวกเขาสร้างเธอมาเพื่อที่จะมากลัวเธอ พวกเขาสร้าง Silver Horn และให้เธอเป็นผู้คุม และเธอก็ใช่มันทำลายโลก การที่ Croix มีพลัง Harmonius ในโลกของเธอ เพราะว่าเธอเห็นเขาเป็นความหวังของเธอ Harmonius คือเพลงแห่งความหวัง Croix ตัดสินใจสกัด Harmonius ออกมาอีกครั้ง เขาต้องการปลดปล่อย Jakuri ออกจากความเกลียดชัง ไม่มีใครเคยยอมรับเธอเลย เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือ และก็ถูกปฏิเสธ เพลงแรกของเธอ เพลง Harmonius ก็ถูกปฏิเสธโดยผู้ที่สร้างเธอขึ้นมา Jakuri เจ็บปวดจากบาปของเธอ บาปหนาที่เธอได้ทำไว้ในอดีต Jakuri แสดงตัวตนของเธออีกครั้งในฐานะของลูกที่ผิดหวังและเจ็บปวดจากพ่อแม่ เธอรักพวกเขา และเชื่อในตัวพวกเขา เธอต้องการจะทำเพื่อพวกเขา และเมื่อเธอแต่ง Harmonius เพลงแรกในชีวิตของเธอได้สำเร็จ เพลงนั้นก็ถูกปฏิเสธ เธอเพียงแค่ต้องการให้พวกเขาภูมิใจ แต่พวกเขาที่เห็นเพียงผลประโยชน์ไว้ในในการสงคราม เธอบอกว่า ชีวิตของเธออยู่มาเพื่อร้องเพลงเท่านั้น และเมื่อเพลงของเธอถูกปฏิเสธ เธอจะอยู่ไปเพื่ออะไรอีกล่ะ Croix ปลอบเธอ และเธอก็เปิดใจให้แก่เขา ในเมือ่เขาดีกับเธอขนาดนี้ เธอก็จะเปิดใจให้เขาอีกนิด ด้านนี้เป็นด้านที่จะได้ชุด Miros
7-Punishment เลเวลที่ Jakuri ทำลายตัวตนที่เกลียดชังมนุษย์ได้ และเมื่อความรู้สึกเกลียดชังหายไป สิ่งที่หลงเหลือสำหรับเธอมีเพียงความรู้สึกผิดต่อบาปที่เธอทำ เมื่อไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง มาสนับสนุนความผิดบาปที่เธอทำไป เธอก็ไม่เห็นทางรอดของตัวเอง สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอมีเพียงการประหารตัวเองซะ เธอฆ่าคนมานับล้าน และทำให้เกือบครึ่งของโลกแห่ง Sol Ciel ร่วงลงสู่ Sea of Death เธอรู้ตัวเองดีเกินไปว่าบาปที่เธอก่อไว้ไม่สามารถได้รับการไถ่โทษได้ บาดแผลที่เหวอะหวะเกินไปในอดีตไม่สามารถได้รับการเยียวยาได้ จมอยู่แค่เพียงความรู้สึกผิดของตนเอง Croix ต้องการจะช่วยเธออีกครั้ง เขาเรียนรู้มาว่า บาปในอดีตไม่สามารถชำระล้างหใหยไปได้ แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นมากพอ สามารถชดเชยแก่บาปนั้นได้ และเขาก็ได้สกัดเอาพลัง Harmonius ออกมาอีกครั้ง Jakuri ต่อต้านผู้ที่ต้องการยกโทษให้เธอ เพราะพวกเขาจะทำให้เธอลืมบาปมหันต์ในอดีต แต่ Croix ก็ย้อมถามว่า ถึงแม้มันจะไม่ผิดที่จะโทษตัวเอง แต่คนเราจะก้าวเดินต่อไปได้ยังไงกันเขาบอกแก่ Jakuri ว่า ถ้าหากผู้คนมัวแต่จมอยู่แต่ในบาปผิดของตน คนเราจะเดินต่อไปได้อย่างไร เหมือนดั่งสุภาษิตที่ว่า ผิดเป็นครู เราเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วนำมันมาเป็นความหวังให้แก่เรา นำมันมาสร้างให้เราแข็งแกร่งขึ้น เขาแนะนำให้เธอทำในสิ่งที่จะชดเชยแก่บาปของตัวเอง Jakuri เผยว่าเธอต้องการที่จะค้นหาหนทางที่จะสร้างโลกใหม่ เพื่อชดเชยแก่บาปผิด และเมื่อถึงเวลานั้น เธออาจจะยกโทษให้ตนเองได้ ซึ่งเธอเองก็เริ่มคิดได้ และเริ่มยกโทษให้ตนเองแล้วเหมือนกัน

Pure Ritual

ชุดสีขาวน่าร๊าก นี่คือ Jakuri ในชุดขาวที่ปรากฏตัวในเลเวล 6 นี่คือ Jakuri ที่เกิดใหม่ Jakuri อันบริสุทธิ์ ในเลเวลนี้ เรายังจะไม่ได้เจอกับเธอในชุดขาวตั้งแต่แรก ที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของ Doll Shop ถูกม้วนพันไปด้วยใยไหม ราวกับหนอนที่กำลังจะกลายเป็นผีเสื้อแสนงาม แต่แล้วเมื่อ Croix มาถึง ก็พบ Jakuri ที่มีแต่ร่างไร้วิญญาณ Ayatane Mind Guardian ของเธอจึงหาทางช่วยด้วยการย้อนพา Croix กลับไปเลเวล 6 อีกครั้ง เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ดังนั้นง่ายๆ คือ Croix จะต้องไปเล่นเลเวล 6 ใหม่ และเลือกในทางที่เขาไม่ได้เลือกเมื่อคราวที่แล้ว เพื่อที่ Croix จะสามารถยอมรับ Jakuri ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อสามารถช่วย Jakuri ทั้ง 2 ด้านได้แล้ว Jakuri อันบริสุทธิ์ก็กำเนิดมาได้ ซึ่ง Ayatane ก็ได้ขอร้องให้ Croix เรียกเธอว่า Mir ซึ่งเป็นชื่อจริงของเธอ Jakuri คนนี้เป็นคนที่สดใสน่ารักและไร้เดียงสา จน Croix เองก็ตกใจว่าเธอกลายมาเป็นแบบนี้ได้ไง (555+) Mir พา Croix มาดูดินแดนทรายที่เธอมาปั้นไว้ แต่มันโดยคลื่นซัดพังหมดแล้ว ทำให้ Mir ร้องไห้ แต่ Croix ก็บอกว่าจะช่วยสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้เธอมีความสุขมาก Mir ปั้นดินแดนอันสวยสดงดงามอย่างประณีต เธออยากจะทำให้มันสวยงามดั่ง Metafalica เธออ่านเจอเรื่องของมันในสัยเด็ก และเธอก็ชื่นชอบมันมากจนเธออ่านมันทุกวี่ทุกวัน Metafalica ดินแดนอันแสนวิเศษที่ทุกคนมีความสุข เธออยากที่จะสร้างมันขึ้นมา เธออยากจะให้ทุกคนมีความสุข เพราะมันจะทำให้เธอมีความสุข ไม่ต้องมีสงคราม ความอดอยากหรือความขัดแย้งใดๆ อีกต่อไป จากนั้นเธอก็พา Croix มาที่ Silver Horn เพื่อร้องเพลงให้เขาฟัง เพลงแรกที่เธอแต่งขึ้น เพลง Harmonius เธอบอกกับเขาว่า ตัวตนทั้ง 2 ตัวตน คนหนึ่งเกลียดมนุษย์ และอีกคนหนึ่งเกลียดตัวเอง ทั้ง 2 เป็นบุคลิกที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองเธอรักมนุษย์มากแค่ไหน และตอนนี้เธอต้องการให้ Croix ไปหา Jakuri ผู้เป็นสติชั้นนอก ให้โอบกอดเธอและยอมรับเธออย่างที่เขายอมรับในตัว Mir และ Paradigm Shift ก็นำพา Croix ไปยังเลเวลสุดท้ายของ Jakuri

Dark Rose

ชุดแต่งงานสีดำประดับด้วยกุหลาบเป็นจุดเด่น เป็นอะไรที่เข้ากั๊นเข้ากันกับ Jakuri มากๆ เธอคงจะเลือกใส่ชุดสีดำมากกว่าใส่สีขาว เพราะสีขาวมันทำให้เธอนึกถึง Shurelia (เธอพูดเมื่อครั้งที่ Croix ให้เธอใส่ชุดสีขาวข้างบน) ในเลเวลนี้ก็ย้อนกลับมาที่โลกเสมือนอีกครั้ง Kuroaki ฟื้นขึ้นมาหลังจากที่ถูก Miros แทง เขาตื่นขึ้นอีกครั้งที่โรงเรียน หลังจากที่ Miros แทงเขาในเลเวล 5 เธอก็หนีไปในทันที Kuroaki ที่รู้ความจริงก็ไปตามหา Miu ทันที Luca บอกกับ Reish ว่านี่แหล่ะคือพลังแห่งรัก Reish สรุปได้ว่า พลังแห่งรักอันแข็งแกร่งทำให้คนเราโดดเรียนสินะ... (เอ่อ...เจ๊...) สุดท้าย Kuroaki (เอ้อ...ในเลเวลนี้ Kuroaki และ Miu จะสามารถคงความเป็นตัวเองได้) ก็พบ Miu ที่หาด ซึ่งเธอเผยว่า หาดนี้มีความหมายบางอย่าง มันเป็นที่ที่เดียวที่เธอไม่ได้จินตนาการขึ้นมาเอง และเธอก็เกลียดที่นี่ หอคอยที่เห็นไกลๆ นั่นก็คือ Tower of Eolia Ar Tonelico ที่แรกที่ตั้งอยู่บนดินแดน Sol Ciel บ้านของเธอ ที่ที่ใจของเธอพำนักอยู่ เธอก็บอกเหมือนกันว่าเธออาจจะเริ่มชอบที่นี่ขึ้นมาแล้วก็ได้ เพราะยังไงสักวันเธอก็ต้องกลับบ้าน Kuroaki เลยขอเธอแต่งงานซะเลย Miu ก็ตกลงอย่างเฉื่อยๆ แล้วบอกให้ไปที่โบสถ์กันเลย นี่คือสถานที่ที่จะทำพิธีจบของ Cosmosphere พิธีแห่งสัญญาเพื่อสานสัมพันธ์ เมื่อเข้าพิธี(เหมือนแต่งงานเด๊ะๆ) Ayatane ที่รับบทเป็นบาทหลวงถาม Mir ตามพิธีว่าเธอได้แสดงทุกๆ ด้านของเธอให้เขาเห็นโดยไม่โกหกใดๆ หรือไม่ ซึ่ง Mir ก็ตอบโดยตรงว่า ไม่ เธอยังไม่ได้แสดงให้เขาเห็นทุกสิ่ง Kuroaki เถียงว่าเธอได้แสดงให้เขาเห็นถึงความคิดและความเชื่อทั้งหลายให้เขาหมดแล้ว แต่แล้ว Miu ก็แปลงร่างเป็น Miros แล้วถามเขาว่า แม้แต่ในร่างนี้เหรอ? เธออาจจะหันเขี้ยวเล็บเข้าทำร้ายเขาเมื่อไหร่ก็ได้ เธอไม่สามารถอยู่กับเขาได้เพราะเธอไม่ใช่มนุษย์ เธอคือจอมมาร เธอคือ Miros และเธอก็หนีไป Kuroaki ตามเธอไปถึงโรงเรียน Miros บอกกับเขาว่าเธอเกลียดที่นี่ เพราะมันคือที่ที่แสดงถึงทุกสิ่งที่เธอเกลียด มันเป็นที่ที่ผู้คนเข้าสู่สังคม สังคมย่อมๆ ที่ที่สร้างให้ผู้คนเชื่อในคุณธรรม ศีลธรรมและคุณค่าชีวิตเหมือนๆ กัน และพัฒนาให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบนั้น ที่ที่สร้างให้มนุษย์เป็นสิ่งที่พวกเขาเป็น Miros ต้องการทำลายสถานที่เหล่านี้ มนุษย์สำหรับเธอแล้วเป็นเหมือนเศษหินเศษดิน แต่ Miu เห็น Kuroaki เป็นอย่างอื่นที่แตกต่างไป นั่นทำให้ช่อวงว่างระหว่างทั้ง 2 ตัวตนกว้างขึ้น ในเลเวล 9 ที่ลึกที่สุดนี้ Miu กับ Miros ไม่สามารถแยกกันได เธอคือคนคนเดียวกันโดยแท้จริง ซึ่งเธอก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เธอจึงมอบมีดเล่มหนึ่งให้ Kuroaki และให้เขาแทงเธอด้วยมีดเล่มนั้นซะ โดยกล่าวว่า ตอนนี้เธอคือ Miros ถ้าหากเขาแทงเธอตอนนี้ Miros ก็จะหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล (แน่นอนว่าถ้าเลือกแทงก็จะจบเลเวลเลย ต้องมาเล่นใหม่ 555+) แต่ Kuroaki ก็พบความจริง เขาจะไม่แทง Miros เพราะเธอบอกเองว่า Miros ก็คือ Miu และถ้าเขาแทง Miros ไม่ใช่แค่ Miros ที่จะหายไป Miu ก็จะหายไปด้วย เธอโกหกเขา ซึ่ง Miros ก็สารภาพว่าเขาพูดถูก แต่ข้อนึงที่เขาพูดผิดไปคือ เธอไม่ได้โกหกเขา แต่เธอไม่ได้บอกว่า Miu จะต้องหายไปด้วย(เจ้าเล่ห์นักหล่อน) เธอไม่สามารถอยู่ได้ถ้าหากสักวันเธอฆ่าเขาจริงๆ เธอไม่สามารถทนบาปที่เธอจะต้องฆ่าเขาได้ สุดท้ายก็มุขเดิมๆ Kuroaki สัญญาว่าเขาจะไม่ยอมตายเด็ดขาดเมื่อวันนั้นมาถึง และสารภาพรักกับเธออีกครั้ง สุดท้ายเธอก็ยอมรับ กลับมาอยู่ในร่าง Miu แล้วก็ทำตัวซึนเดเระ "ก็ได้ ฉันจะร่วมพิธีจบอย่างที่นายต้องการ งั้นเราก็รีบไปกันสิ" "ไปไหน?" "ไปโบสถ์ไงเล่า!" แล้วก็ไปทำพิธีต่อ เมื่อกล่าวคำมั่นเสร็จทั้ง 2 ก็จะต้องกอดกันเพื่อแสดงถึงคำมั่นสัญญา ซึ่ง Jakuri ด่าแหลก "Ayatane นายก็รู้ว่ามันไม่จำเป็นสักหน่อย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก! รีบพาฉันไปเชื่อมต่อกับ Tower of Life เร็วๆ สิ! นั่นสำคัญกว่าเห็นๆ!" แล้วเขาก็พา Jakuri กับ Croix ไปเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์กับ Ar Tonelico ผ่านทาง Tower of Life และสามารถใช้พลังจากมันได้สูงสุด วิธีคือแตะที่หอคอย ซึ่งเธอก็เชื่อมต่อกับ Ar Tonelico ได้ "ขอต้อนรับกลับขอรับท่านแม่ รู้สึกอย่างไรบ้างที่สามารถเชื่อมต่อกับหอคอยได้โดยไม่ต้องแฮ็คเข้า" Ayatane แอบแซว Jakuri เตือน Croix ว่า ยังไงซะเธอก็ยังไม่ยกโทษให้มนุษย์ บางทีเธออาจะรู้สึกโมโหเพียงเพราะแค่เธอมองเขา ซึ่ง Croix ก็บอกว่ารู้แล้ว 555+ น่ารักมากมาย... บอกตรงๆ คู่นี้เข้ากันสุดละ...

Bath Girl

ชุดอาบน้ำของ Jakuri จากที่เห็นว่าเธอค่อนข้างแตกต่างจากอีก 2 สาว เป็นชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังมาก เนื่องจากเธอไม่อายที่ต้องโชว์เรือนร่างให้ใครเห็นเพราะเมื่อครั้งที่เธอยังเป็น Mir เธอก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอะไร ชุดนี้เป็นชุดทีเธอใส่เข้าอาบน้ำกับสาวๆ คนอื่น Jakuri เป็นคนชอบอาบน้ำมาก โดยเฉพาะแช่น้ำร้อน และเหมือนกับ Cloche ชุดนี้เธอใส่สู้ไม่ได้

 Mir

นั่งหามาให้ดู นี่คือสภาพของ Mir จากภาคแรก ไอ่ชุดเริ่ดๆ นั่นเป็นต้นแบบนะ ไม่ใช่แบบจริง (ฮา...) ไร้เสื้อผ้าปิดบังกาย มีเพียงผมยาวๆ จะเห็นหน้าตาของเธอได้แค่ ใน Binary Field ของ Shurelia เท่านั้น ในตอนที่ Lyner สามารถลบเอาข้อมูลแปลงที่ Mir แอบแทรกแซงเรื่องได้ Mule เป็นการแปลแบบนึง... เราชอบ Mir มากกว่า = ="

 

.......................................................................................................................................

คนนี้มาเน้นยาวตรง Cosmosphere ลายละเอียดเยอะแล้วก็ยาว ชอบๆ ชอบเป็นส่วนตัว 555+ 

ยังไม่จบนะเออ...

ภาค 2 มีนางเอกที่เอยด้วยได้ถึง 4 คน!!

คนต่อไปก็เคยพูดถึงไปแล้ว เด๋วต้องรอชมกัน =w=!!!!

edit @ 23 Apr 2010 20:02:36 by - ไคริ -~#{Silver Key}#~

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha:  คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โอ้ ประวัติจากุริ สิน่ะ เพิ่งรู้ว่าเป็น Mir น่ะเนี่ย
ก็ว่าทำไมเหมือน Mir จากภาคแรก...
ที่ฮาของอันนี้ก็ตอนที Croix เจอทางตันแล้ว
จากุริยิงมนตร์เปิดทางนี้แหละ ฮ่าๆๆ


ว่าแต่...
คนที่4 คือใครอ่ะ !!! =[]=;;
#1  by  デス★クロス At 2010-04-23 22:34, 
ภาคแรกน่ารักกว่า อีกอย่างภาคนี้ หน้าไปเหมือนตัวละครเนกิมะด้วย............ชื่อไรจำไม่ได้
#2  by  TakeClaire At 2010-04-24 18:00, 
คนที่ 4 เมื่อไรบอกด้วยนะ,
รอคนที่สี่แบบไม่ไหวแล้วเนี่ย 5555+
#3  by  miieze.♥ At 2010-04-24 19:03, 
ชุดที่มีแค่ชิ้นเดียว ...
อุๆ

โฮ่ คราวนี้เว้นบรรทัดแล้ว คิก ๆ
#4  by  Steelbus At 2010-04-24 19:34, 

<< Home